เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 บริษัท Fitch Ratings (Fitch)ได้คะแนนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) 7 BBB+ และคะแนนมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) คะแนนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Credit Rating) 7 BBB+ และมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)เนื่องจากประเทศไทยมีความเข้มแข็งภาคการคลังและภาคการเงินต่างประเทศอยู่ในระดับสูงซึ่งมีส่วนช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง (Shock) และความผันผวนของวิกฤต
เศษฐกิจรวมทั้งสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้เป็นอย่างดี
2) ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) มีความแข็งแกรงเป็นผลจากการบริหารรัฐจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อรักษาวินัยทางการคลังทั้งนี้การขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินนโยบายการคลังจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในระยะสั้นอย่างไรก็ดี “10 ก.ย. ชื่อมั่น ว่าเศษฐกิจไทยจะฟื้นตัวและเติบโตในระยะปานกลางได้ โดยคาดการณ์ว่าเศษฐกิจไทย
ในปี 2564 จะฟื้นตัวขึ้นร้อยละ 3.8 เป็นผลจากการดำเนินมาตรการทางการคลังของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาและเยียวยา
“เสาหลักทางการคลังและเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”
=. มุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook)
อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
ผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโคโรนาไวรัส และงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้แล้ว สร้างความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพการใช้จ่ายของภาครัฐในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศมีความเปราะบางได้
3) ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ยังคงมีความเข้มแข็งโดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง
4) ประเด็นที่ Fitch ให้ความสนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิดคือ สัดส่วนหนี้นี้ภาคครัวเรือนต่อ 60 และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจมีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะปานกลางที่สถานีข่าวกระทรวงการคลัง
แหล่งข้อมูล: กระทรวงการคลัง

Leave a Reply